กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๙
วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๙ นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบหมายให้นางปรารถนา สินธุนาวา รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม พร้อมด้วยนางสาวธิคำพร อดทน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ นางสาวรดา ธรรมวิจิตร นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ และนายอนนต์พร ศรีลาจันทร์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม เข้าร่วมงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๙ ณ ห้องแซฟไฟร์ ๒๐๔ - ๒๐๖ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี และเยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลงานของทุนหมุนเวียน ซึ่งจัดโดยกรมบัญชีกลาง เพื่อร่วมแสดงความยินดีและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาศักยภาพทุนหมุนเวียน รวมถึงการบริหารจัดการทุนหมุนเวียนให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
ภายในงานมีการเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพทุนหมุนเวียนเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน” โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาระบบบริหารจัดการทุนหมุนเวียนให้มุ่งเน้น “ผลลัพธ์และผลกระทบ (outcome & Impact)” มากกว่าการพิจารณาเฉพาะกระบวนการทำงาน (process) เพื่อให้การดำเนินงานของทุนหมุนเวียนสามารถสะท้อนถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อประชาชนได้อย่างชัดเจน
ประเด็นสำคัญประการหนึ่ง คือ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการติดตามประเมินผล (database & tracking) โดยให้ความสำคัญกับการจัดทำฐานข้อมูลกลางและระบบติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้สามารถแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากการดำเนินงานของทุนหมุนเวียนได้อย่างชัดเจน รวมทั้งการส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส (open data) โดยเปิดเผยข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ อาทิ รายนามคณะกรรมการ สถิติการเข้าร่วมประชุม และผลสัมฤทธิ์ของทุนหมุนเวียน
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงความสำคัญของการบริหารโครงสร้างคณะกรรมการและกำลังคน โดยควรพิจารณาให้คณะกรรมการทุนหมุนเวียนมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เหมาะสมและครบถ้วน อาทิ ด้านกฎหมาย ด้านการเงิน และด้านการบริหารจัดการ ตลอดจนการแก้ไขข้อขัดข้องด้านระเบียบปฏิบัติและการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กร เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานของทุนหมุนเวียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
โอกาสนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวโอวาทโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของทุนหมุนเวียน ซึ่งมีงบประมาณในวงเงินจำนวนมาก หากสามารถบูรณาการและบริหารจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ รวมทั้งสร้างโอกาสให้แก่ประชาชนในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการศึกษา การสร้างอาชีพ การพัฒนาสุขภาพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนและผู้ขาดแคลนให้ครอบคลุมและกว้างขวางยิ่งขึ้น


















